Saturday, August 28, 2021

blog ป่วย...

เปิดมาจะ update หน้าผลเลือด งงไปเลย ... 
กุดจุ๊ดจู๋อยู่แค่ปี 2018 ????
เกิดอะไรกับ blog อีกล่ะเนี่ย
ที่เดี้ยงอยู่ตั้งแต่ชาติก่อนเค้าก็ยังแก้ให้เราไม่ได้เลย ฮือ
ป้าจะพยายามติดตามแก้ไขต่อไป เพราะไม่อยากสร้าง account ใหม่ที่ไหนละ
แค่อันนี้ก็จะแย่แล้วสำหรับคนโลเทคอย่างเรา คร่อก

Thursday, June 2, 2016

ประกาศๆๆ... blog หน้าข้อมูล RAI เดี้ยงค่ะ

RE:  หน้านี้ค่ะ "การกลืนรังสี R.A.I. - สิ่งที่คนไข้ควรรู้ก่อนตัดสินใจกลืน"
http://thyroidstory.blogspot.com/p/rai.html

มีปัญหา comments ที่หน้านั้นไม่ขึ้นมาตั้งแต่ May 28 เห็นจะได้ค่ะ หน้าอื่นก็ยังปกติอยู่
ป้าได้รับ notification ทาง email แต่มาที่หน้า blog แล้วไม่เจอ comments ใดๆ
แถม comments มากุดอยู่ที่ April 5 และอันที่มาล่าสุดของเดือน May บางส่วนก็ไม่รู้หดไปอยู่ตรงไหนด้วยค่ะ

ขอโทษหลานๆ ด้วยนะคะ 
ป้าส่งเรื่องไปที่ blogger แล้วค่ะ 
https://productforums.google.com/forum/?utm_medium=email&utm_source=first_post_notification_action#!msg/blogger/H5jB4j628UA/M1Wt_yHlCAAJ

เค้ากำลังแก้ไขอยู่ ไม่รู้จะได้เรื่องแค่ไหนเลยเนี่ย เห็นหายเงียบไป วันนี้เลยต้องเข้าไปตามจ้ะ
ยังไงตอนนี้ถ้าโพสต์เข้ามาแล้ว comments หลานไม่โผล่ ป้ารบกวน email หาป้าเลยดีกว่าค่ะ
thyroidstory@gmail.com นะคะ
^^

Saturday, December 5, 2015

เรื่องของเบาหวานกับต่อมไทรอยด์ Diabetes and the thyroids

วันนี้ป้ามาอีกแนว....
ทำ blog ไทรอยด์แล้วมาโผล่เรื่องเบาหวานเหรอ
ดูเหมือนจะเป็นคนละเรื่อง แต่ที่จริงแล้วก็คนละเรื่องเดียวกันนะจะบอกให้

ก็เพราะ 2 โรคนี้เค้าเกี่ยวดองกันค่ะ สังเกตดิว่า หมอทางต่อมไร้ท่อกับหมอเบาหวานมักจะเป็นคนเดียวกัน แถมแผนกนี้ใน รพ. ก็รวมเป็น 1 แผนกด้วย

ทั้ง 2 พี่น้องนี้เค้าไม่สบายก็เพราะฮอร์โมนในตัวเรามันขาดสมดุลย์เหมือนๆ กัน แต่ตัวฮอร์โมนที่สร้างปัญหาจะต่างกันค่ะ

ไทรอยด์เป็นพิษ ถึงจะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับระดับน้ำตาลในเลือดก็จริง ..แต่..ถ้าไม่ได้รับการ
ดูแลรักษา ก็สามารถทำให้ควบคุมน้ำตาลได้ยากลำบากแสนค่ะ เช่น ถ้าเป็นไฮเปอร์ อินซูลินจะถูกดูดซึมเร็วกว่าปกติทำให้คนไข้น้ำตาลในเลือดสูง เป็นต้นค่ะ

ที่อยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะก่อนหน้านี้ เกิดเหตุการณ์กับคุณแม่ของป้าที่ทำเอาตกใจหนักหนาและต้องเรียกรถพยาบาลกันเลย ก็เลยอยากเล่าเตือนกันไว้ก่อนสักนิดสำหรับใครที่อาจยังไม่รู้และไม่เคยเจออาการ "น้ำตาลตก" ของคนเป็นเบาหวานค่ะ

อาการจะเหมือนคนเมา ผสมง่วง ผสมเบลอ พูดไม่รู้เรื่อง สักพักคนไข้จะออกอาการเปลี้ยไม่มีแรง อย่างคุณแม่ป้าอ่ะ นั่งเบลอๆ อยู่ แล้วก็ค่อยๆ ไหลลงมาจากเก้าอี้เลย

การช่วยเหลือก็ง่ายชะมัด ...(สำหรับคนรู้มาก่อน / เจอมาแล้วนะที่ง่าย เหอๆ... แต่อย่างป้ากับน้องๆ และคุณแม่ที่ไม่เคยเจอไม่เคยรู้นี่ เล่นเอาตกใจกันแสนเข็ญเลย) คือแค่จับป้อนน้ำหวาน หรือให้อมลูกอมแค่นี้เองค่ะ สักพักก็จะเป็นปกติ หายดีเป็นปลิดทิ้ง

แต่ที่อยากเตือนคือ คุณหมอบอกว่าอันตรายมากถ้าไม่รีบจัดการดูแล เพราะคนไข้จะค่อยๆ หมดสติเนียนๆ หลับไปเลย สมองก็จะขาด oxygen ด้วยและกลายเป็นเจ้าหญิงนิทราไปได้ค่ะ สำคัญมากที่คนไข้ต้องรู้จักรู้ตัวกับอาการนี้ เผื่อเกิดอาการแล้วไม่มีใครอยู่ใกล้ จะได้รีบหาของหวานได้เอง และยิ่งดีถ้าคนรอบข้างรู้ด้วยจะได้ช่วยทันการค่ะ

ขอให้ปลอดโรคปลอดภัยกันทั่วหน้าค่ะ  ^^

Thursday, September 19, 2013

ขนตาใครมีเห็บ ยกมือขึ้นนนนน... Hello, human mites!

ไม่ต้องหันซ้ายย้ายขวามองใครอื่นหรอกเน้อ คนอ่านน่ะแหละจ้ะ ยกมือได้เยยยยยย...
อย่าเพิ่งด่าป้า 5555 และอย่าเพิ่งตกใจ
มันช่างเป็นเรื่องธรรมดาอย่างไม่น่าเชื่อ
เรามีกันทุกคนเลยอ่ะ

ก่อนอื่น แจงกระจ่างก่อนว่าคนละเรื่องกับเห็บน้องหมาน้าแมวเน้อ อันนี้เห็บคนเลยแหละ

เหตุที่มาเล่าสู่กันอ่านเรื่องนี้ ก็งอกมาจากที่ป้าและคุณแม่ไปตรวจตาประจำปีกันมาค่ะ
คุยสัพเพเหระกับคุณหมอ ไปๆ มาๆ หมอบอกขอดึงขนตาดูหน่อยดิ๊ สงสัยมีสัตว์เลี้ยง
อุ๊ย มีจริงๆ เลย ป้ามี 2 ตัว แม่มี 4 ตัว (นี่คือแค่สุ่มนะ ทั้งแนวขนตามีอีกกี่ตัวไม่รู้)
คุณหมอให้ไปดูในกล้องจุลทรรศน์ด้วยแหละ กิ๊วววววว น่ารักชะมัด (หมอนะ ไม่ใช่เห็บ)

ใครอยากเห็นหน้าตาเจ้าตัวนี้ หรือสนใจข้อมูลเพิ่ม
ลองไปดูทางฝั่งขวาของ blog ได้ค่ะ ที่ "ของแถมสุขภาพ" เลือกหัวข้อ "รู้จักกับเห็บคน Demodex"
ป้าไปสั่งสมสรรหาเรื่องราวเจ้าตัวนี้ (จะได้เลี้ยงดูเค้าถูกวิธี คิกๆ)
แล้วก็เลยแปลสรุปมาลงไว้เผื่อกันอ่านซะเลยค่ะ ได้ความรู้ดีนะจะบอกให้

เบรคจากเรื่องไทรอยด์เปลี่ยนบรรยากาศมาเป็นเห็บก็เก๋ไปอีกแบบ ฮิ
พักนี้หลานๆ เขียนไปคุยทาง email กันซะเยอะกว่าเขียนลงที่นี่แหละ
ก็ไม่ว่ากันค่ะ เพราะเกี่ยวกับเรื่องความเป็นส่วนตัวเน๊อะ
แต่ป้าแอบเสียดายบางเคสที่ให้ความรู้อุทธาหรณ์ได้มากมาย
ไว้ไงป้าจะลองขออนุญาตเจ้าของเคสเอามาเล่าสู่กันอ่านบน blog แบบไม่เอ่ยนามนะคะ

โชคดีค่ะ
ป้าเอง ^^

รู้จักกับเห็บคน Demodex …Getting to know Demodex, the human mites.

Demodex คืออะไร?

Demodex เป็นเห็บชนิดหนึ่งที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น อาศัยในรูขุมขน รากผม และในต่อมไขมันของคนและสัตว์ มีทั้งหมด 65 สายพันธุ์ ไม่ชอบแสงสว่าง ช่วงกลางวันคือเวลากิน กลางคืนคือเวลาคลานออกมาผสมพันธุ์ หรือย้ายที่เพื่อหาแหล่งอาหารใหม่

ส่วนที่อยู่บนตัวคนคือ สายพันธุ์ Demodex folliculorum และ Demodex brevis เท่านั้น* และเป็นคนละพันธุ์กับที่พบในหมาและแมว (ในหมาคือ Demodex canis ในแมวคือ Demodex cati และในวัวคือ Demodex bovis)

*[บาง sites บอกว่ามีแค่พันธุ์เดียวที่สนใจมนุษย์ คือ Demodex folliculorum แต่บาง sites ยืนยันว่ามีทั้ง folliculorum และ brevis... ก็ไม่รู้เหมือนกัลลลล..ให้ผู้รู้เค้าถกกันป๊ายยยย]
เจ้าตัว Demodex folliculorum ชอบอยู่เป็นกลุ่ม เกาะกระจุกกันอยู่ในรูขุมขน ในรากผม แหล่งอาศัยที่โปรดปรานเป็นพิเศษคือขนตา มีขนาดลำตัวยาวสุดเพียง 0.4 มม. อาหารที่นิยมคือเซลล์ผิวหนัง

ส่วนชนิด Demodex brevis จะตัวสั้นกว่า คือราวๆ 0.2 มม. และชอบแยกกันอยู่มากกว่า พวกนี้พักผ่อนที่ต่อมไขมันแนวขอบตา (ต่อมมัยโบเมียน Meibomian) และในรูขุมขนใกล้รากขน/รากผมกันตามอัธยาศัย และชอบกินเซลล์ของต่อมไขมัน

ทั้ง 2 สายพันธุ์มี 8 ขากุดๆ น่าเอ็นดู จะเดินไปไหนทีเต่าเรียกเฮีย เพราะก้าวได้ทีละ 8-16 มม. ต่อชั่วโมงเท่านั้น สมมุติว่าเดินจากหูไปจมูกบนหน้าของเราก็ราวๆ ½ วัน ลำตัวเป็นเกร็ดถี่ๆ เหมาะสำหรับเกาะเกี่ยวเส้นผมหรือขนได้ดีนักแล

Demodex มีอีกชื่อว่า face mites เพราะเชื่อกันว่าเป็นตัวการที่ทำให้เกิด Demodicosis คือการคันยุบยิบๆ ที่มาพร้อมปัญหาสารพัดต่อผิวและทำให้เกิดสิวอักเสบ* รวมถึงรังแค ผมร่วง ขนคิ้ว-ขนตาร่วง และโรคตา เช่นขอบเปลือกตาอักเสบด้วย

*[เรื่องสิวกับผิวอักเสบนี้ ที่จริงก็ยังวิจัยวิจารณ์ถกเถียงกันอยู่ว่าเจ้าเห็บนี้เป็นผู้ก่อการร้ายตามกล่าวหาหรือเปล่าเพราะเผอิญมีที่เจอระหว่างรักษาสิว คือบีบปู๊ด เจ้าตัวนี้ก็โผล่ปิ๊ดออกมาจากหัวสิว บางกลุ่มบอกมันไปมุดอยู่ในสิวหลังเกิดสิวแล้วต่างหาก เพราะสิวอุดมไขมันที่มันสุดเลิฟ ส่วนบางค่ายก็บอกว่าก็มันน่ะแหละ มุดซะจนอักเสบเป็นสิว ฯลฯ]
Demodex อยู่คู่โลกมาตั้งแต่ตอนไหนไม่มีใครรู้ แต่ที่มีการจ๊ะเอ๋กันนั้นคือเมื่อปีค.ศ. 1841 ผู้ที่ค้นพบคือนักวิทย์ชื่อ ศจ. Frederick Henle ที่บังเอิญไปเจอเจ้าตัวนี้ผึ่งพุงอยู่ในก้อนขี้หู (เผอิญแกไม่ได้แจ้งว่าของแกเองหรือของใคร แล้วไปไงมาไงถึงไปเจอ) อย่างไรก็ตาม ปู่ Frederick แกตกใจไม่รู้จะจัดเจ้าตัวนี้เข้ากลุ่มสัตว์โลกกลุ่มไหนดี เลยรีบเขียนไปเล่าให้เพื่อนที่เป็นหมอชาวเยอรมันชื่อ Gustav Simon อ่านและรับรู้เป็นพยาน จากนั้น อีก 1 ปีต่อมา เข้าค.ศ. 1842 หมอกุสตาฟแกก็ไม่ยอมน้อยหน้า บอกมาว่าเจอเข้าเหมือนกันตอนบีบสิวในคนไข้อยู่ 2-3 ราย แล้วเจ้าตัวพวกนี้หลุดออกมา

ว่าแล้วก็รีบไปปรึกษานักกีฏวิทยา (นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านแมลง) จึงได้มีการจัดเจ้าตัวพวกนี้เข้ากลุ่มคุณเห็บเป็นที่เรียบร้อย ต่อมาก็มีผู้หวังดีพากันมาช่วยตั้งชื่อให้ใหญ่เลย มี Simonea ตามนามสกุลหมอด้วย แต่หมอแกกลัวจะเป็นเกียรติ (หรือ “เกลียด” ก็ไม่รู้) เกินไปแกเลยไม่เล่นด้วย สุดท้ายผู้ชนะเลิศคือคุณ Richard Owen นักวิทย์จาก London ที่นำภาษากรีกคำว่า demo แปลว่า มันหมู และ dex แปลว่าหนอนชอนไช มารวมเป็นชื่อให้ว่า Demodex folliculorum และใช้กันมาจนทุกวันนี้

Fast forward มาถึงค.ศ. 1963 นักวิทย์ชาวรัสเซียชื่อ L. Kh. Akbulatova เกิดสังเกตเห็นขึ้นมาว่าเจ้าเห็บ demodex มันมีทั้งแบบตัวเรียวยาวและตัวที่ป้อมปุ๊กลุกกว่า (แกคงว่างมาก) แล้วก็ถือวิสาสะตั้งชื่อให้น้องป้อมด้วยว่า Demodex brevis

มาถึงปี 1972 หลังจากที่ได้มีการศึกษาความประพฤติของน้องเห็บเหล่านี้อย่างลึกล้ำ (โอ้..ว่างกันมากทั้งคณะเลย) เค้าก็ได้มีการจัดชนิด folliculorum กับ brevis ให้เป็นสายพันธุ์ที่แยกกันโดยสิ้นเชิง และสรุปเป็นทางการว่า เห็บมนุษย์มี 2 สายพันธุ์นี้แล

ย้อนหลังไปนิด.. ช่วงปี 1967 คือปีที่มีการออกวารสารจักษุแพทย์ยืนยันถึงสาเหตุของอาการเปลือกตาอักเสบ ว่ามาจากเจ้าตัวเรียวยาว Demodex folliculorum โดยคุณหมอ Tullos Coston เป็นผู้ค้นพบน้องเรียวทำมาหากินอยู่บนขนตาคนไข้และได้ทำการศึกษาค้นคว้าต่อจนมั่นใจและจัดการตีพิมพ์วารสารดังกล่าว

[ขอบคุณ Discovery Magazine สำหรับภาพนี้ค่ะ]
เราเลี้ยง Demodex กันทุกคนเลย
เพราะมนุษย์ก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าเห็บพันธุ์นี้จะอาศัยอยู่บนตัวของเรา ...ทุกคนมี Demodex ... แต่จะมากน้อยต่างกันไปตามอายุและสภาพภูมิคุ้มกันของร่างกายแต่ละคน แถมใครผิวมันมากก็มีโอกาสเกิดมากหน่อยเพราะอาหารหลักของเจ้าตัวพวกนี้คือไขมันนั่นเอง

แม้กระทั่งในผู้ที่แข็งแรงไร้โรคานานาใด ถ้าลองสุ่มตรวจขนตา ทุก 1 ใน 10 เส้นโดยประมาณต้องมีการเจอ Demodex อย่างน้อย 1 ตัวหรือมากกว่านั้น

เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบส่วนมากจะยังไม่พบการแพร่พันธุ์ แต่ชาววัยเอ๊าะที่อยู่ในช่วงอายุต่ำกว่า 20 ปีจะตรวจพบ Demodex  4% ..ส่วนช่วงวัย 20 ปีจะพบ 25% ..ช่วงวัย 50 ปีจะพบ 30% ..และวัย 90 ปีขึ้นไปจะพบ Demodex ในตัวมากถึง 50-100% เรียกว่ายิ่งแก่ยิ่งเจอ

วงจรชีวิต ..น้อยๆ
อายุเค้าแสนสั้น แค่ 2-3 อาทิตย์เท่านั้นเอง ตัวเมียจะวางไข่ประมาณ15-20 ฟองต่อครั้งในรากผมหรือขนให้ใกล้ต่อมไขมันที่สุด ระยะเวลาฟักไข่เป็นตัวคือ 2-3 วัน ออกเป็นตัวมาอยู่ได้อีก 10 กว่าวันก็สิ้นอายุขัย ภายในระยะเวลานั้นก็จะคลานขึ้นมาบนเส้นขนหรือผมเพื่อผสมพันธุ์ เสร็จกิจก็ลาจากไปตามธรรมชาติ ส่วนตัวเมียจะอายุยืนกว่าเล็กน้อย วางไข่แล้วก็อยู่ดูแลไข่ได้อีกราวๆ 5 วันก่อนสลายร่างไปเช่นกัน

กรณีหลุดออกจากร่างกายของเรา Demodex จะขาดอาหารและตายภายใน 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ชุ่มชื้น เช่นเกาะอยู่บนขนผ้าเช็ดตัว ก็จะอยู่ได้นานขึ้นอีกหน่อย แต่ถ้าอยู่ในน้ำมัน อันนี้ของชอบเลย อยู่ต่อได้อีกเป็นวันๆ เกือบ 3 วันทีเดียว

แล้วมันมาอยู่กับเราได้ไง?
ยังมีผู้เข้าใจผิดอยู่มาก ว่า demodex folliculorum/brevis แพร่กระจายจากสัตว์สู่คน ที่จริงแล้ว มีการระบุแล้วว่า สายพันธุ์ล้วนต่างกันและไม่ปะปน

ตัวหมัดเรื้อน (Sarcoptes scabiei) เท่านั้น ที่แพร่เชื้อติดต่อได้จากสัตว์สู่สัตว์และสู่คน พันธุ์นี้นี่เองที่ทำให้สัตว์เลี้ยงแสนรักของเราเป็นขี้เรื้อน (Sarcoptic mange หรือ scabies)

ส่วนเห็บมนุษย์ demodex folliculorum/brevis นั้น ความจริงคือ ส่งต่อจากพ่อแม่สู่ลูก เป็นหนึ่งในสิ่งที่มากับธรรมชาติ เหมือนกับที่ลูกหมาได้รับหมัดเรื้อนจากแม่หมา ถ้ามีภูมิคุ้มกันดี เห็บหมัดเหล่านี้ก็อยู่ของมันไปโดยไม่ทำความเดือดร้อนให้เจ้าของร่างมากมายอะไร มีคันมีรำคาญบ้างเป็นครั้งคราว แต่เมื่อไรที่ร่างกาย (ภูมิคุ้มกัน) ของ host อ่อนแอ (เช่น โรคประจำตัว การป่วยไข้ การกินยา เครียด มีภูมิแพ้ กินอยู่ผิดหลักโภชนาการ ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เจอมลภาวะต่างๆ ฮอร์โมน ช่วงมีประจำเดือน ฯลฯ) เจ้าพวกนี้ก็จะอิ่มเอมสนุกสนานและแพร่พันธุ์กันเกินเหตุ เราก็จะผมร่วง ขนตาหลุด ตาเจ็บ สิวหนองหน้าเห่อ ฯลฯ กันไป

นั่นเป็นคำตอบด้วยว่า ทำไมคนนั้นมีอาการ แต่คนนี้ไม่มี คนโน้นทำไมหน้าเห่อรูขุมขนเบิกบาน แต่คนนั้นทำไมผิวเนียนจัง ฯลฯ จะเจอ Demodex อาละวาดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง สภาพร่างกาย และช่วงอายุของแต่ละคนนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่า Demodex ผ่านจากคนสู่คน เพราะฉะนั้น ไม่ควรใช้แปรงหวีผม ผ้าเช็ดตัว หรือเครื่องสำอางและอุปกรณ์แต่งหน้าร่วมกับผู้อื่น และซักเปลี่ยนปลอกหมอนทุกอาทิตย์เพื่ออนามัย (แต่ไม่ถึงขนาดต้องล้างบ้านพ่นยาฆ่าเชื้อ เพราะถ้าอยู่ในที่แห้ง นอกตัวเรา ไม่มีอาหาร ไม่นานเค้าก็ตายแล้ว)

อาการมีอะไรบ้าง?
อาการหลักๆ มีดังนี้ คันยุบยิบที่หัว ที่ตา ที่ขอบตา / ตาแสบๆ คันๆ / ขอบตาแดงมีขี้ตาเกาะ / น้ำตาปริ่ม / แสบตา / บางครั้งเหมือนมีอะไรทิ่มลูกตาทำให้เจ็บจึ้กแล้วก็หายไป / ตาพร่า ...เหล่านี้อาจนำไปสู่โรคทางดวงตาได้
นอกจากนั้น ยังมีเรื่องของผมร่วง ขนตา-ขนคิ้วร่วง / รูขุมขนกว้าง / ผิวมันมาก / สิวเสี้ยน สิวเห่อ สิวหนอง หน้าแดง ฯลฯ

รักษา ป้องกัน หรือจัดการอย่างไรได้บ้าง?
ไม่ต่างจากการกำจัดเห็บหมาหรือแมว การได้ศึกษาทำความเข้าใจในวงจรชีวิตของมันช่วยให้เราวางแผนการขจัดการแพร่พันธุ์อย่างได้ผล
 
ขั้นตอนคือ จัดการกับตัวที่โตเต็มที่ก่อน ซึ่งเป็นพวกที่ขึ้นมาบนผิวเพื่อผสมพันธุ์ / วางไข่ / ย้ายที่กิน ส่วนไข่และตัวอ่อนที่ฝังตัวอยู่ใต้ชั้นผิวไม่มียากินหรือยาทาใดๆ จัดการได้ ต้องรอให้โผล่ออกมาเองเมื่อโต เพราะอย่างนี้ ความรู้ในวงจรชีวิตของมันช่วยเราได้มากในการคำนวณระยะเวลาการรักษาและป้องกัน นั่นคือ ช่วงเวลาจากการผสมพันธุ์จนถึงฝักตัวของรุ่นต่อไปอยู่ที่ 15-20 วัน การรักษาต่อเนื่องจึงสำคัญมากเพื่อจัดการตัวโตที่ออกมาบนผิวให้หมดเป็นรอบๆ ไปก่อนจะผสมพันธุ์ได้นั่นเอง
** ข้อควรคำนึง – ในการรักษาสิวที่มาจาก Demodex ถ้าหลังการรักษา 2-3 วันไปแล้ว เห็นว่าผิวเหมือนจะอักเสบกว่าเดิม (หรือศัพท์บ้านๆ ก็ “หน้าเห่อ”) ไม่ต้องตกใจหรือรันทดท้อแท้ นั่นเป็นสัญญานที่ยืนยันว่าการรักษาเริ่มได้ผลแล้ว เพราะ Demodex เริ่มบ๊ายบายสลายร่างกันไป ก็อาจทำให้เกิดการอักเสบบนผิวเพิ่มขึ้นได้ในบางราย ไม่นานก็จะบรรเทา ที่สำคัญห้ามหยุดการกินหรือทายาระหว่างนี้เป็นอันขาด **
สิ่งที่ฆ่า Demodex อย่างได้ผลดีเยี่ยม คือ Tea tree oil และตัวยา Ivermectinนอกจากนี้มียาทาที่เป็นสเตียรอยด์ด้วย ถ้าอาการไม่หนักหนามากไม่แนะนำให้ยุ่งเกี่ยวกับสเตียรอยด์ ใช้แค่ผลิตภัณฑ์ที่มี Tea tree oil สม่ำเสมอก็ช่วยกำจัด Demodex ได้เยี่ยมพอแล้ว
** คำเตือน - Tea tree oil 100% มีความเข้มข้นสูง อาจระคายเคืองผิวได้ถ้าใช้โดยตรง ถ้าใช้แบบ 100% ต้องทำให้เจือจางก่อน โดยผสมกับ macadamia oil หรือ walnut oil หรือที่ง่ายกว่านั้นคือผสมกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่ก็ได้ **
สำหรับการกำจัด Demodex บนขนตา ...ที่ website ของ NCBI (National Center for Biotechnology Information - ศูนย์ไบโอเทคแห่งชาติที่อเมริกา) เล่าถึงความสำเร็จในการกำจัดมันออกได้ราบเรียบภายใน 1 เดือน ด้วยการให้ผู้ทดลองเช็ดตาด้วย Tea tree oil 50% และนวดเปลือกตาด้วย Tea tree oil 5% เป็นประจำทุกวัน นอกจากปราบ Demodex บนขนตาได้หมดแล้ว ยังพบด้วยว่า Tea tree oil สามารถรักษาบรรเทาอาการขอบตาอักเสบ ตาแดง และกระจกตาอักเสบได้ดีด้วย
ร้านขายยาบ้านเราก็มีเจลสำหรับเช็ดเปลือกตาเพื่อช่วยป้องกันการเกิด Demodex หรือหมอตาบางท่านก็มี เจลหรือครีม Tea tree oil สำหรับเช็ดเปลือกตาได้อย่างปลอดภัย ลองไถ่ถามกันดูนะคะ

ขอให้โชคดี ปลอดภัย ไร้เห็บกันทั่วหน้าค่ะ
ป้าเอง ^^

Sources / ที่มา:

Thursday, June 13, 2013

20. เล่าถึงเส้นแก้วกับเส้นบุก (Konjac vs. Seaweed glass noodles)

ความอยากผอมเป็นเหตุ....

พักหลังนี้ถ้าดูจากหน้าผลเลือด (Lab results) จะเห็นความรันทดของป้าว่า FT4 ก็ขึ้น TSH ก็ตก เป็นเหตุจากที่ชิสุลูกแสนรักจากไปเมื่อสิงหาฯ ปีก่อน T_T ...ใครว่าความเครียดไม่เกี่ยวเชิญมาดูเลยครับทั่น เลขอิฉันรันทดนับจาก ส.ค. เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ :(

ดีแต่ช่วยห้ามคนอื่น ตัวเองยังทำได้ลำบาก ฮ่าๆๆ

จะเล่าเรื่องอ้วน-ผอม ดันเฉไปโน่น...คือจะเกริ่นว่าตอนเลขดีๆ หายไฮเปอร์ฯ ไป น้ำหนักก็เทน้ำเทท่ามาแบบไม่ได้รับเชิญ จนบัดนี้ก็ยังกลิ้งแทนเดินอยู่ ป้าเลยลดแป้งอาหารเย็น แต่มันชอบไปหิวตอนดึก ก็เลยหาสิ่งแทนข้าว นั่นก็คือ เส้นบุกกับเส้นแก้วค่ะ

แต่..เดี๋ยวก่อน!

เส้นบุกน่ะ โอเค แต่เส้นแก้วน่ะสิ...สำหรับชาวคณะไฮเปอร์ฯ นี่ ไม่ค๊วร ไม่ควร

นั่นเพราะเส้นแก้วทำมาจากสาหร่ายอ่ะค่ะหลานๆ สาหร่ายมันคือที่มาหนึ่งของไอโอดีน และไอโอดีนทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้น อันนี้ดีกับชาวไฮโปฯ แต่สมควรเลี่ยงสำหรับชาวไฮเปอร์ฯ ค่ะ เราไม่รู้ว่าปริมาณไอโอดีนในเส้นแก้วแต่ละถุงมีอยู่เท่าไหร่ ฉะนั้นก็อย่าเสี่ยงกินดีกว่านะ

ชาวไฮโปฯ กินได้กินเถอะค่ะ สาหร่ายมีประโยชน์หลายๆ มีโอเมก้า 3 ด้วยนะ ช่วยบำรุงสมองส.ว.(สูงวัยไง) ได้ด้วย

ก็เตือนไว้ก่อนเน้อเรื่องเส้นแก้วกับไฮเปอร์ไทรอยด์... เผื่อเผลอไปกินอย่างป้า กินไปตั้งหลายถุง นึกว่าเป็นบุกแบบใส (((แป่ววววว)))  ..สงสารน้องไทรอยด์ แกเลยปั๊มใหญ่เพราะดันมีตัวช่วยแบบไม่ได้เชื้อเชิญ เหะๆๆ มิน่าล่ะ เจ้า TSH ไม่ยอมเงยหน้าเลย

ช่วงนี้เลยต้องเลิกเส้นแก้วไปก่อนค่ะ เพราะ FT4 ก็เดินหน้าเต็มกำลังมาหลายเดือน เลยต้องกลับไปซบอกคุณ Timazol อีกแล้วตอนนี้ (ต้องยอมใช้นาย Timazol ญาติคุณ Tapazole เพราะบ้านเราขาดตลาดนานจัง)

มีหลานๆ เขียนมาบ่นว่าหมอไม่เชื่อเรื่องอาหารแสลงไทรอยด์ หุๆๆ ..ป้าว่าหมอลองมาเป็นดูแล้วจะรู้เอง
:)

Tuesday, September 11, 2012

19. ส่งข่าว เพิ่มหัวข้อ "กลืนแร่ไปซะแล้ว" - An Added New Page on RAI

พักหลังนี้ สังเกตว่า ชักจะมีหลานๆ เขียนมาคุยเรื่องกลืนรังสีกับป้ากันเยอะขึ้นทวีคูณ ทั้งกลืนแล้ว ทั้งใกล้ต้องกลืน [..ทั้งยืนกรานไม่ยอมกลืน ฮ่ะๆ ..ดีค่ะดี เราต้องรักษาสิทธิ์ในการไว้ชีวิตน้องไทรอยด์ของเราตราบใดที่เค้ายังไม่ได้จะมาเอาชีวิตของเราไป (มะเร็งไงล่าาา)]

ก็เนี่ย ...ป้าเลยตัดสินใจทำเพิ่มมาให้อีกหน้า มีนามว่า "กลืนรังสีไปแล้ว ทำไงดี?" ให้คุณกูเกิ้ลแกเจอง่ายๆ ให้หลานๆ ได้อ่านชัดๆ นะคะ

หาอ่านกันได้ กรอบฝั่งขวามือนี่เลยค่ะ ใต้หัวข้อ "เรียนรู้ ~ Disease info." นะคะ

แล้วคุยกันค่ะ :-)

Friday, July 6, 2012

ทำ “วีเนียร์” ครอบแต่งฟันขาว - Teeth Veneer

ว่าจะ ..ว่าจะ ..นับเป็นหลายร้อย “ว่าจะ” แล้วก็ไม่ได้เขียนเรื่องนี้จนแล้วจนรอด นี่มีฟันสวย (ฮ่าๆๆ) มาเป็นปีๆ จนขาวเริ่มหม่นแล้ว เพิ่งจะได้มาเขียนเล่าสู่กันอ่านให้เป็นข้อมูลความรู้นี่แหละหนอป้า

ความเดิมชาติที่แล้ว...  ป้าน่ะ ตั้งแต่โตมาจำความได้ ก็เป็นคุณนายฟันหลอฟันผุฟันเกมาตลอด สมน้ำหน้าตัวเองชะมัด ชอบแอบกินท๊อฟฟี่แล้วก็ ขี้เกียจแปรงฟัน แปรงแบบถูๆ ขอไปทีพอเป็นพิธีให้พ่อแม่ชื่นใจ นอกจากพฤติกรรมไม่ดีของตัวเองแล้วก็มีกรรมเก่ามาช่วยสนับสนุนอีกนะ ดันเกิดมาในยุค “เตตร้าไซคลิน” พอไม่สบายทีก็โดนกินยานี้ที กินกันซะจนฟันเหลือง/ดำไปเลย เมื่อก่อนที่ยังไม่ได้ทำ veneer อ่ะนะ พอยิ้มกับคนที่ฟันเหลือง/ดำเหมือนกัน ก็รู้เลยล่ะว่าวัยเดียวกัน แล้วก็จะทักกันอย่างเห็นใจกันและกันว่า วัย “เตตร้าฯ” ใช่ไหมตัวเอง...
ฮ่าๆ แต่วันนี้ยิ้มเราไม่ “เตตร้าฯ” อีกต่อไปแล้ว ได้มีฟันขาวสวยเรียงกันเป็นระเบียบเรียบงามด้วยฝีมือคุณหมอเทวดาของป้าน่ะเอง เดี๋ยวอ่านจบแล้วใครสนใจก็ถามไถ่มาได้ค่ะ ป้ายินดีแนะนำคุณหมอให้ได้ไปทำฟันสวยกัน (แอบกระซิบว่า ดา-รง-ดา-รา พากันมาเป็นลูกค้าทำวีเนียร์กับคุณหมอกันหลายชีวิตเลยด้วยน๊า)

ขั้นตอนการทำ
มันผ่านมาเป็นปีๆ ตั้งแต่ปลาย 2009...ป้าก็ชักจะลืมๆ นะ แต่ที่หลักๆ ก็ยังพอจำได้บ้างนะป้าว่า.. เล่าเลยละกัน...

ขั้นตอนของป้า ที่จริงควรต้องมีการดัด/จัดฟันก่อนเพื่อจัดระเบียบ (บางคนก็ไม่ต้องนะคะ แล้วแต่ลักษณะ/สภาพฟันค่ะ) .. แต่ด้วยความใจร้อนอยากยิ้มสวยเร็วๆ ป้าก็เลยปรึกษาคุณหมอขอดัดแปลงไม่ต้องจัดฟันอ่ะค่ะ คุณหมอก็น่ารักมาก กรุณาใช้เวลาหาวิธีให้จนได้ แต่ก็เตือนป้าล่ะว่าถ้าไม่จัดฟันก่อน มันอาจไม่ออกมาเป็นระเบียบ 100% นะ แต่ป้าก็โอเคอ่ะ ไม่ต้อง perfect... ขอฟันขาวเป็นพอ แต่ด้วยความเซียนของคุณหมอ ผลงานออกมาก็ตั้ง 99.99% นะป้าว่า
ก่อนอื่น คุณหมอจะถ่ายรูปฟันของเราไว้ โดยให้ยิ้มแบบกว้างนิดๆ จนถึงกว้างที่สุด แล้วก็มาดูรูป คุยกันว่าซี่ที่ต้องทำ veneer คือซี่ไหนบ้าง แล้วก็เลือกสีของฟัน (คือระดับความขาวที่เหมาะสม) สรุปกันได้แล้วก็..ลุย..

ประเดิมด้วยการพิมพ์ฟันก่อนค่ะ คุณหมอจะได้เอา mold นี้ไปใช้ประกอบการออกแบบทำตัววีเนียร์ให้เรา
จากนั้นก็ตามด้วยการกรอฟัน ..จ๊ากกกกก.. ใช่แล้วครับทั่น มันสยองขวัญสุดๆ ... คุณหมอต้องกรอหน้าฟัน (ผิวฟัน) ของซี่ที่จะทำ veneer ออกเพื่อทำบริเวณสำหรับตัวครอบ แต่โชคดีมากที่คุณหมอของป้านี่หมอเทวดาจริงๆ มือเบาเป็นที่สุด และรู้จังหวะการกรอเป็นเลิศ ทำให้เสียวฟันน้อยมากค่ะสำหรับบางส่วนที่ไม่ต้องฉีดยาชา แถมเวลาฉีดยาชาก็ไม่เจ็บเลย คุณหมอมือเบาและจังหวะลงเข็มกับปล่อยยาเยี่ยมยอดจริงๆ

แต่ที่เสียวฟันมาก กลายเป็นช่วง 1 อาทิตย์หลังกรอ ที่ป้าต้องเป็นคุณนายฟันห่างไร้หน้าฟัน (ตามภาพด้านล่าง) เนื่องจากรอ veneer ที่จะมาทำครอบจากห้องแล็ปค่ะ... โอ้พระเจ้าจอร์จ ความเสียวฟันมันก่อกวนชีวิตสิ้นดี...ขอร้อยเรียงลำดับให้เพื่อเตรียมตัวเตรียมใจถ้าอยากจะทำมั่ง ดังนี้จ้า
1. จะหัวเราะกว้างๆ ก็ไม่ได้เพราะลมเข้าปาก พอโดนฟันมันก็ เ สี ย ว วววววว อย่าบอกใครเชียวหลานๆ เอ๊ย
2. เวลากินก็ต้องเลี่ยงพวกร้อนจัดเย็นจัด เคี้ยวอาหารแข็งมากก็ลำบาก ป้าก็เลยใช้วิธีเอาทุกอย่างปั่นให้หมดเลย ฮ่าๆ ก็อร่อยไปอีกแบบนะ
3. ตอนแปรงฟัน ต้องไปซื้อแปรงสำหรับเด็กมาใช้ ที่หัวมันเล็กๆ น่ะ เพราะซี่ฟันมันเล็กลงและห่างกัน ใช้แปรงแบบเดิมแล้วเหมือนไม่ได้แปรงฟันไงไม่รู้ แถมแปรงแรงก็เสียวสนั่นด้วยจ้ะ ต้องเอาแปรงน้องหนูค่อยๆ เขี่ยๆ เบาๆ ไปทีละซี่ สนุกดีพิลึกเชียวครับทั่น อ้อ...แล้วป้าก็ใช้น้ำยาบ้วนปากที่ช่วยลดการเสียวฟัน เป็นตัวช่วยรักษาความสะอาดอีกตัวหนึ่งเพราะแปรงฟันได้ไม่ค่อยมากนักค่ะ มันส.เสียวเอาการ
4. เวลาต้องออกไปแรด เอ้ย ไปทำธุรกิจธุรกรรมนอกบ้าน ก็ใช้ผ้าปิดปากแบบกลัวติดหวัด 2009 ไว้ (โชคดีตอนนั้นกำลังฮิต ฮ่ะๆๆ) เผื่อเวลาเผลอไปยิ้มกับใคร จะได้ไม่เห็นซี่ฟันอสุรกายของเรา ...พอกรอฟันเรียบร้อย คุณหมอก็ต้องพิมพ์ฟันที่กรอแล้วไว้ด้วย เพื่อเป็น mold ในการส่งทำตัววีเนียร์ต่อไป

เอาล่ะ อาทิตย์หนึ่งผ่านไป ก็ได้ฤกษ์ลงวีเนียร์ซะที คุณหมอก็จะบรรจงวางชิ้นที่จะครอบลงบนซี่ฟัน แล้วแต่ง/ติดด้วยเลเซอร์ กรอแต่งรูปฟัน ฯลฯ ไปทีละซี่ๆ อย่างเชี่ยวชาญ ...เสร็จออกมา ฟันของป้าก็ได้แปรสภาพจากฟันหนูผีไปเป็นยิ้มสยามนางงามจักรวาลได้ตามรูปนี่ล่ะค่ะ

จบดีกว่า เพราะนึกต่อไม่ออกแล้วว่ามีอะไรอีกมั่ง อ้อ..เดี๋ยวๆ มีอีกนิด.. คือหลังทำเสร็จใหม่ๆ สีฟันมันจะออกไปทางขาวอมฟ้าๆ ก่อนนะคะ ยิ้มมาจะสว่างโพลงๆ ดูไม่ชินตา แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะภายในไม่กี่อาทิตย์ก็จะหม่นลงดูเป็นธรรมชาติเองค่ะ ของป้านี่จะแปลกตาเป็นพิเศษเพราะฟันเดิมมันเหลืองมากอยู่ พอมาเป็นฟันวีเนียร์อย่างที่ไม่เคยขาวมาก่อนแถมมีอมฟ้าอ่อนๆ ช่วงแรกก็เลยตะลึงๆ กันทั้งบ้าน ...ขนาดยิ้มให้ลูกชายโฮ่งๆ (ชิทสุแสนรัก) เค้ายังทำตาเหลือกเลย จำแม่เกือบไม่ได้ ก๊าก
ไปล่ะ จะไปโชว์ยิ้มสยามต่อ...  ^_^

Tuesday, May 15, 2012

เรื่องแล็บที่ควรรู้ .. Need 2 know re: Labs

ป้าหายไป ..แอบหนีไปเที่ยวงาน Floriade มา หนุ๊กหนุกล่ะตัวเอง ...ก็ 10 ปีแกเล่นมีครั้งหนึ่งอ่ะ ป้าก็เลยรีบไปซะก่อน จะรอ 10 ปีหน้าก็ไม่รู้จะเป็นฝุ่นไปแล้วป่าวไง (ป้าน่ะเป็นฝุ่น ไม่ใช่งานเค้า เอิิ๊กๆ)

เดี๋ยวพรุ่งนี้ถึงวันนัดหมอ endoฯ ละ ก็จะมา update ให้อ่านกันนะคะว่าที่ป้าหยุดยาตามที่ป้าแครอลแกเสนอแนะน่ะ ผลเลือดจะออกมาเป็นไงมั่ง ช่วยไม่ให้กลายเป็น hyPO ได้หรือเปล่า ฯลฯ

แต่สำหรับวันนี้ ขอลงเรื่องสำคัญให้อ่านก่อนค่ะ...พอดีเพื่อนส่งข้อมูลที่ดีอย่างแรงมาให้ เป็นประโยชน์มหาศาลเกินจะทำเพียงแค่ FW เมล์ได้ เลยอยากเอามาลงไว้ในนี้ด้วย เผื่อหลานๆ ได้ทราบกันด้วยค่ะ ไม่เกี่ยวกับโรคไทรอยด์ของหมู่เฮาโดยตรงหรอกนะ แต่ก็เป็นเรื่องเจ็บๆ ป่วยๆ เหมือนกัน และเป็นการดีที่ได้รู้เป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ

"โรคแล็บทำ"... ปสด. เพราะผลแล็บ

อ่านความจริงที่ไม่เป็นข่าวนี้ดู

เคยมีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า "โรคหมอทำ"เป็นเรื่องราวว่าด้วยการเกิดโรคในผู้ป่วย เหตุเพราะการตรวจรักษาของแพทย์ !แล้วเป็นผลให้เกิดความแทรกซ้อนต่างๆ

ต้องรู้ว่าแพทย์ไม่ใช่เทวดา แน่นอนว่าแพทย์ต้องตั้งใจตรวจรักษาผู้ป่วยอย่างดีที่สุด แต่ก็อาจเกิดเหตุอันคาดไม่ถึงขึ้นได้ น้อยที่สุดก็แล้วกัน แต่ถ้าจะคาดหวังให้แพทย์ทำการตรวจรักษาไม่ให้ผิดพลาดเลย ถ้าผิดพลาดจะต้องถูกฟ้องร้องอย่างสุดชีวิต ย่อมเป็นแรงบีบคั้นที่ยากจะรับได้ของคนที่ยังไม่ใช่เทวดา แต่วันนี้ผมอยากจะจุดประเด็นเรื่อง " โรคแล็บทำ" ดูบ้าง

ลองอ่านเรื่องจริงต่อไปนี้แล้วใคร่ครวญ ทั้งนี้ ชื่อของโรงพยาบาลและห้องแล็บที่เกี่ยวข้อง ผมขอสงวนไว้โดยใช้เป็นตัวอักษรขึ้นมาแทน

เรื่องราวมีอยู่ว่า คุณเพิ่มชัยมีอันจะต้องเข้าโรงพยาบาล ก. เพื่อรักษาโรคติดเชื้อเรื้อรังอยู่ประการหนึ่ง บังเอิญแพทย์ตรวจละเอียดลงไปถึงค่าบ่งชี้มะเร็ง CA 19-9 ก็พบว่ามีค่า สูงผิดปกติถึง 99 U/ml (ค่าปกติ0-27 U/ml) เนื่องจากค่า CA 19-9 บอกถึงความเป็นไปได้ของโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งท่อน้ำดี เป็นต้น ในเมื่อตรวจได้สูงขนาดนี้ ก็จำเป็นอยู่เองที่จะต้องดำเนินการตรวจอื่นๆ เพื่อหาให้ได้ว่า คุณเพิ่มชัยจะมีมะเร็งที่ก่อตัวขึ้นตรงไหนบ้าง

เขาถูกตรวจไปทั่วตั้งแต่การทำ MRI แล้วก็ส่องกล้องทางหลอดอาหารและกระเพาะ
ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ ก็ไม่เจอมะเร็ง พอดีว่าเกิดตรวจเจอนิ่วในถุงน้ำดี แพทย์จึงทำการผ่าตัดถุงน้ำดีเอานิ่วออก แล้วก็เอาไปพิเคราะห์ก็ยังไม่พบมะเร็ง ค่า CA 19-9 ก็ลดลงนิดเดียว เป็น 87 U/ml. และ 79.9 U/ml. ในเดือนถัดไป

นั่นแปลว่า ข้อสงสัยในเรื่องที่ว่าอาจมีมะเร็งอยู่ที่ใดที่หนึ่งยังไม่หมดไป แต่ในเมื่อตรวจไม่เจอ แพทย์ก็ได้แต่บอกให้ติดตามผลเป็นระยะๆ รวมความแล้วคุณเพิ่มชัยใช้จ่ายไปแล้ว 2 แสนกว่าบาท

แน่นอนว่า เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับใครก็ต้องร้อนใจอย่างไม่ธรรมดา คุณพิชัยก็เช่นเดียวกัน ในเมื่อการแพทย์แบบแผนยังให้คำตอบใดๆ ไม่ได้ ก็ต้องหันหาธรรมชาติบำบัด คุณเพิ่มชัยเริ่มควบคุมอาหารด้วยตัวเองไม่กินเนื้อสัตว์อีกต่อไป ปั่นน้ำผักกิน ออกกำลังกาย และพยายามฝึกสมาธิ และแล้วก็เดินเข้ามาหาผมเพื่อขอคำแนะนำ ผมตรวจเลือดให้เขาใหม่ แล้วก็พบเป็นที่ประหลาดใจว่า ค่า CA 19-9 ของเขามีระดับแค่ 4.8 U/ml. ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าอย่างนั้นจะอธิบายได้อย่างไรถึงความแตกต่างของแล็บสองแห่งคือของ รพ.ก.กับแล็บ ข. ที่ผมส่งตรวจเป็นประจำ

เพื่อความแน่ใจหัวหน้าเทคนิเชียนของแล็บ ข. ได้ขอตรวจเลือดซ้ำซึ่งคุณเพิ่มชัยก็ยอม
ขณะเดียวกันคุณเพิ่มชัยรู้สึกสับสนเป็นอย่างมากจึงเดินเข้าไปตรวจเลือด ณ โรงพยาบาล ว. อีกแห่งหนึ่งด้วย โดยไม่ได้บอกเรา ปรากฏว่าผลของแล็บ ข. ออกมาเป็น 9.0 U/ml. ซึ่งก็ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ผลเลือดของโรงพยาบาล ว.กลับพบว่าเป็น 75.8 U/ml.!

ถ้าอย่างนั้นแสดงว่าแล็บ ข. มีความผิดพลาดเช่นนั้นหรือ?

นับเป็นความละเอียดในการทำงานอย่างสูงของหัวหน้าเทคนิเชียนของแล็บ ข. ซึ่งพยายามหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ โดยที่ในระหว่างที่เธอตรวจเลือดซ้ำให้กับคุณเพิ่มชัย
เธอได้ส่งตัวอย่างเลือดไปยังแล็บ ของ 1 โรงพยาบาล1 โรงเรียนแพทย์ และอีก 1 ห้องแล็บ เพื่อยืนยันกัน

ผลก็ปรากฏออกมาดังนี้ว่า - แล็บโรงพยาบาล กท. ซึ่งเป็นโรงพยาบาลใหญ่พอๆ กับสองแห่งแรก ได้ผล 9.24 U/ml. แล็บโรงเรียนแพทย์ ซึ่งระบุชื่อ ณ ที่นี้ได้ คือโรงพยาบาลรามาธิบดี ได้ผล 8.8 U/ml. ส่วนแล็บเอกชนอีกที่หนึ่งคือ แล็บ บ.ได้ 72.4 U/ml.

เรื่องนี้จะเข้าใจอย่างไร เพราะกลายเป็นว่าแล็บของโรงพยาบาลใหญ่ๆ แล็บโรงเรียนแพทย์ และแล็บเอกชนอีก 2 แห่ง ตรวจได้ผลออกมาเป็น 2 ขั้ว

เพื่อที่จะหาคำตอบให้ถึงที่สุด หัวหน้าเทคนิเชียนของแล็บ ข. จึงติดต่อกันระหว่างเพื่อนเทคนิเชียนในแต่ละโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ แล้วความจริงก็ปรากฏออกมาในที่สุด

คําอธิบายในเรื่องนี้ก็คือ ณ ปัจจุบันนี้น้ำยาที่ใช้ในการตรวจค่า CA 19-9 ของโรงพยาบาลและแล็บต่างๆ ทั่วประเทศไทย มีแหล่งซัพพลายจาก 2บริษัท คือบริษัทแอ็ปบอต และบริษัทโรช

ของบริษัทแอ็ปบอตนั้นมีความไวสูงมาก ผลก็คือมักจะตรวจได้ค่าสูง โดยอาจจะเกิดผลบวกลวง (false positive) ได้เยอะ อย่างกรณีของคุณเพิ่มชัย ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นมะเร็งแต่อย่างใด แต่เนื่องจากความไวของน้ำยาจากบริษัทแอ็ปบอตทำให้อ่านค่าได้ว่าสูง ส่วนของบริษัทโรชนั้น มีความไวต่ำกว่า จึงเกิดผลบวกลวงได้น้อยกว่า

ทีนี้โรงพยาบาลที่ใช้น้ำยาของแอ็ปบอตก็ ได้แก่ โรงพยาบาล ก. , โรงพยาบาล
ว., โรงพยาบาล ธ. และ แล็บ บ.

ส่วนโรงพยาบาลที่ใช้น้ำยาของโรช ได้แก่ โรงพยาบาลรามาธิบดี , โรงพยาบาล
กท., โรงพยาบาลบร. , โรงพยาบาล ส. และแล็บ ข. ซึ่งเราส่งตรวจมาตลอด

เมื่อทราบเรื่องราวทั้งหมดเป็นดังนี้ คุณเพิ่มชัยก็มีอันสบายใจได้ ว่าที่แล้วมาเป็นผลบวกลวงอันเกิดจากน้ำยาของแล็บทั้งสิ้น เงินที่เสียไปก็ด้วยความปรารถนาดีของแพทย์ซึ่งพบว่าค่าบ่งชี้มะเร็งของเขาสูงจัด จึงต้องตรวจหาแหล่งมะเร็ง เป็นอันเข้าใจได้ แต่เรื่องนี้ก็มีอันทำให้เขา ปสด. ไปหลายเดือนทีเดียว ส่วนแพทย์ที่ตรวจให้คุณเพิ่มชัยนั้น ผมเชื่อว่าท่านก็ไม่รู้หรอกว่าในกระบวนการตรวจแล็บมะเร็งในปัจจุบันจะมีน้ำยาที่ให้ผลแตกต่างเป็น2 ขั้วเช่นนี้ แม้กระทั่งผมเองและเชื่อได้ว่าแพทย์ทั่วประเทศไทยต่างก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในเรื่องนี้เช่นกัน ต้องขอบคุณหัวหน้าเทคนิเชียนของแล็บ ข. เธอสู้อุตส่าห์เสาะหาคำตอบในเรื่องนี้ออกมาในที่สุด

อย่างไรก็ตาม กรณีของคุณเพิ่มชัยเป็นอุธาหรณ์ประการหนึ่งเกี่ยวกับเรื่อง "โรคแล็บทำ"นั่นก็คือ ปัจจุบันนี้มีการตรวจหามะเร็งอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยบางทีก็ไม่มีข้อบ่งชี้อันสมควร เช่น บางโรงพยาบาลหรือบางแล็บมีการรับเหมาตรวจเลือดให้กับพนักงานของทั้งบริษัท หรือทั้งวิสาหกิจ เป็นแพ็กเกจแบบเหมาทั้งองค์กร ตรวจเลือดหลายอย่างรวมทั้งตรวจค่าบ่งชี้มะเร็งแบบครอบจักรวาลด้วย บางแล็บก็เสนอขายการตรวจค่าบ่งชี้มะเร็ง 12ชนิดให้กับใครก็ได้ที่กลัวจะเป็นมะเร็ง ในอัตราแพ็กเกจหลายพันบาท ผลที่ออกมาก็เป็นได้หลายอย่าง ส่วนใหญ่อาจจะอยู่ในเกณฑ์ปกติ เจ้าตัวก็เกิดความสบายใจ ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงทางการแพทย์แล้ว ค่าบ่งชี้มะเร็งถ้าได้ผลลบ ในทางการแพทย์แล้วก็ไม่ได้ตัดใจได้ว่าคนๆ นั้นไม่เป็นมะเร็ง เพราะส่วนใหญ่ของคนเป็นมะเร็งนั้นค่าบ่งชี้มะเร็งไม่ขึ้นผิดปกติเสียด้วยซ้ำ

แปลว่า การตรวจครอบจักรวาลเช่นนี้ ถ้าได้ผลลบไม่ได้ตัดประเด็นการเป็นมะเร็งไปได้ แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าเกิดได้ผลบวก ในจำนวนนั้นอาจมีส่วนหนึ่งเป็นมะเร็งจริง แต่ก็จะมีคนอีกส่วนหนึ่งซึ่งไม่ได้เป็นมะเร็ง แต่เกิดถูกตรวจได้ผลบวกเทียม อย่างกรณีของคุณเพิ่มชัยเป็นตัวอย่าง เรื่องแบบนี้ถ้าเกิดกับใครก็ต้องนับว่าโชคร้ายมหาศาล เขาคนนั้นจะ ปสด. ไปเป็นเดือนๆ เป็นปีๆ และสุดท้ายก็อาจกลายเป็นมะเร็งขึ้นมาจริงๆ ด้วยความเครียดจากผลแล็บเป็นเหตุก็อาจเป็นได้

แท้ที่จริงแล้ว ในโรงเรียนแพทย์จะสอนลูกศิษย์มาหลายสิบปีแล้วว่า การตรวจรักษาผู้ป่วยให้ดำเนินการเป็นขั้นๆ ไป เริ่มจากการซักประวัติซึ่งจะไขคำวินิจฉัยได้ราว 50%จากนั้นตรวจร่างกายจะไขคำวินิจฉัยได้อีก 25% จากนั้นตรวจแล็บปกติ เช่น แจงนับเม็ดเลือด ตรวจปัสสาวะ เอ็กซเรย์ปอด ซึ่งอาจไขคำวินิจฉัยได้อีก 15%เหนือกว่านั้นแล้วจึงค่อยสั่งตรวจแล็บพิเศษต่างๆ นี่คือการประกอบโรคศิลปะอย่างรับผิดชอบกับผู้ป่วย แถมช่วยผู้ป่วย ช่วยต้นสังกัด ช่วยประเทศชาติประหยัดการตรวจต่างๆ ที่ฟุ่มเฟือยและไม่จำเป็นออกไป

แต่ทุกวันนี้ ! การแพทย์พาณิชย์กำลังเข้ามาเบียดเบียนกระบวนการประกอบโรคศิลปะให้ผิดปกติไป การกระโดดข้ามขั้น ไม่ซักประวัติ ไม่ตรวจร่างกายผู้ป่วย และแล้วไปตรวจค่าบ่งชี้มะเร็งอย่างครอบจักรวาล ถึงขั้นที่ว่าโรงพยาบาลหรือแล็บเปิดแพ็กเกจรับเหมาตรวจพนักงานเป็นกลุ่มก้อน หรือเป็นแพ็กเกจเหมาตรวจมะเร็งสิบกว่าอย่าง โดยที่แพทย์อาจไม่ได้เห็นหน้าผู้รับการตรวจแต่ละคนด้วยซ้ำไป การดำเนินงานเยี่ยงนี้ น่าจะนับอยู่ในความถูกต้องตามครรลองคลองธรรมแล้วหรือ ? และจะมีใครตกเป็นเหยื่อของ "โรคแล็บทำ" อีกกี่สิบกี่ร้อยราย ใครจะรู้บ้าง ? ทุกวันนี้ผมได้แต่เตือนผู้คนรอบข้างว่า"อย่าตกเป็นเหยื่อของการตรวจมะเร็งแบบครอบจักรวาลเป็นอันขาด"

* ธรรมชาติบำบัด กับ นพ.บรรจบ ชุณหสวัสดิกุล *